สรรพสิ่งล้วนเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง

เวลาเข้าถึง วิปัสสนาญาณ
ประตูแห่งอมตธรรม มันเปิดออกแล้ว

สรรพสิ่ง เป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา ท่ามกลางเนื้อความว่างของอมตธรรม

อมตธรรมเป็นแบ็กกราวนด์ที่โอบอุ้มทุกสรรพสิ่ง
เวลาโยมฝึกวิปัสสนาญาณจะเจอสภาวะแบบแยกธาตุ แยกขันธ์

คลื่น ความสั่นสะเทือนทุกอย่าง แยกออกหมดเลยแล้ว

การสัมผัส รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่าง ๆ
เราไม่ได้สัมผัสด้วยอายาตนะทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจด้วย

เรารับรู้ด้วยญาณวิถี

แม้กระทั่งสรรพสิ่ง ลมเคลื่อนไหว
สิ่งที่ต่างๆรับรู้ได้หมดและเลือกรับรู้ได้ด้วย

อันนี้ใครฝึกมาก่อน มีสติตั้งมั่นได้เปรียบ
จะพาสัมผัสเรื่องพวกนี้ ญาณเหมือนเรด้า เวลาข่ายกางไปเป็นไง?

มันตรวจจับได้หมด แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของญาณของแต่ละท่านด้วย

ถ้ากำลังสูง เวลาพาสัมผัสละเอียด จะสามารถสัมผัสได้หมดและเลือกรับได้ด้วย เสียงนก เสียงแมลง เสียงต่างๆ มันเลือกรับได้

เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า..
รูปนามใกล้ รูปนามไกล
รูปนามหยาบ รูปนามละเอียด
รูปนามเลว รูปนามประณีต
รูปนามอดีต รูปนามอนาคต
รูปนามปัจจุบัน ก็รับรู้ได้

สำหรับผู้ที่มีสติตั้งมั่น เราจะมาฝึกวิปัสสนาญาณกัน ไม่ว่าจะเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ใกล้ไกล มันเรียกดึงเข้ามาได้หมด

เพราะว่าสรรพสิ่ง..
มันคือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาภายใต้เนื้อของความว่าง ของจักรวาล หรือของอมตธรรม

นี่คือการเรียนรู้ด้วยภาษาพระท่านเรียกว่า ญาณทัศนะ การรู้เห็นนตามความเป็นจริง

มันจะต่างจาก หูทิพย์ ตาทิพย์
หูทิพย์ ตาทิพย์ เป็นเรื่องของโลกียธรรม
จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ หูทิพย์ ตาทิพย์หรอก
มันคือใจเป็นทิพย์

แต่ญาณมันต่างออกไป

การรับรู้ด้วย ญาณ จะไร้การยึดติด

พอฝึกถึงตรงนี้ จะแยกสิ่งที่สังขตธรรม สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง กับ อมตธรรม ธาตุบริสุทธิ์ที่มันไม่ปรุงแต่ง

จนสงัดคืนเข้าไปสู่เนื้อของอมตธรรมล้วนๆ ที่เป็น วิสังขารธรรม

โยมจะชัดเจนในสภาวะนี้มาก สำหรับคนที่กำลังดีนะ

ระหว่างฝั่งของทุกข์ คือฝั่งของสังขตธรรม
กับฝั่งนิโรธหรือพ้นทุกข์ คือฝั่งของอสังขตธรรม (อมตธรรม)

สามารถอยู่ทั้งสองฝั่งหรือเห็นทั้งสองฝั่ง ได้

แล้วจะรู้แจ้งด้วยตนเองเลยว่า..
ฝั่งไหนมันสบายกว่ากัน?

มันเป็นสัจธรรมเดียวกัน

สิ่งที่ปรุงแต่ง..ต่อให้วิจิตรพิสดารสักเพียงใด มันก็ยังปรุงแต่งอยู่วันยังค่ำ

แล้วโยมจะพบว่า..โลกเราที่ต้องสะสม มีเงินมาก เป็นมหาเศรษฐี มีทรัพย์สมบัติมาก อะไรก็มีมาก

แต่พอเนื้อแท้จริงๆแล้ว มันไม่มีอะไรเลยโยม มันคือความบริสุทธิ์

นั่นแหล่ะ ธรรมชาติแท้ๆ
มันไม่มีอะไรเลย
มันเป็นความว่างที่บริสุทธิ์
มันคือความสมบูรณ์แบบด้วย
ไม่ต้องแสวงหา..ไม่ต้องดิ้นรน
มีความบริบูรณ์อยู่ตลอดกาล

แม้เวลาที่เราจมอยู่กับความทุกข์ทรมาน
จมอยู่กับความมืดมิด
ธรรมชาตินี้ก็ยังดำรงอยู่..

แล้วทางโลก มันไม่มีพอหรอก
อยากได้ ก็อยากได้มากไปเรื่อยๆ
ไม่มีที่สิ้นสุด..!!

ตราบใดที่เรายังจมอยู่กับสังขารการปรุงแต่ง เราจะไม่มีทางที่จะพบเจอความสุขที่แท้จริงได้เลย

จนกว่าเราจะสามารถสลัดคืน หลุดจากความยึดมั่น ถือมั่น คืนสู่อมตธรรม จึงจะพบกับความสงบสุขที่แท้จริงของชีวิตได้

เพราะฉะนั้น..
โอกาสทองของเราที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ เราไม่ได้เกิดมาจมกับความทุกข์ทรมาน
แต่ก็มาเพื่อพัฒนาตัวเอง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จนเป็นอิสระจากการยึดมั่น ถือมั่น
หลุดออกจากการยึดมั่น ถือมั่น คืนสู่อมตธรรม คืนสู่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ พบกับความสงบสุขที่แท้จริง

คือ.. พระนิพพานได้ 

Powered by MakeWebEasy.com