ความสงบ ก็เป็นสภาวธรรม ภาษาพระ เรียกว่า อุเบกขา

ความสงบ ก็เป็นสภาวธรรม
ภาษาพระ เรียกว่า อุเบกขา

ก็รับรู้สภาวะที่ปรากฎ รับรู้ความสงบ ความตั้งมั่น ความนิ่ง อันนี้ก็เป็นสภาวธรรมที่ปรากฏ

ซึ่งความสงบตั้งมั่น มีทั้งระดับ
โลกียธรรม และ โลกุตตรธรรม

ความแตกต่างก็คือ ระดับโลกียธรรม
เป็นเรื่องของสมาธิ สังขาร ความปรุงแต่ง
ที่เรียกว่า สภาวะจิตตั้งมั่น

แต่เมื่อใดที่สามารถยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ
เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง
จนสลัดคืนเข้าสู่อมตธรรม
เข้าถึงธรรมชาติที่บริสุทธิ์

จะพบกับความสงบ ระดับ โลกุตตรธรรม
หรือ อุเบกขา อันเป็นโลกุตตระ
มันเป็นเนื้อของธรรมชาติแท้ๆ

ความสงบตรงนี้ มันจะไร้ความยึดมั่นถือมั่น
ไร้ตัวตน ไร้ขอบเขต เป็นเนื้อของธรรมชาติ
ก็รับรู้สภาวะที่ปรากฏ

อยู่กับความสงบตั้งมั่น ความผ่องใส
ความเบิกบาน
สิ่งเหล่านี้ เป็น สภาวธรรมทั้งนั้น
เป็นสภาวะที่ละเอียด

จากสภาวะหยาบ เข้าสู่สภาวะที่ละเอียด
ชั้นสมาธิ แล้วก็ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาญาณ
จนสลัดคืนเข้าสู่ สภาวะที่พ้นจากสังขาร
การปรุงแต่ง

เป็นเรื่องของ วิสังขาร ก็คือ อมตธรรม
แล้วจะพบความสงบระงับที่แท้จริง
ธรรมชาติ ความบริสุทธิ์

หลักสำคัญตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด
ก็คือ รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น รับรู้สภาวะที่ปรากฏ

ภาษาพระท่านเรียกว่า รู้ธรรมเฉพาะหน้า
อันนี้เป็นหัวใจ

ตั้งแต่ สัมมาสติ การระลึกรู้ที่ถูกต้อง
รู้สึกกาย รู้สึกใจ จนเกิดสัมมาสมาธิ
ความตั้งมั่นที่ถูกต้อง

เกิดความรู้สึกตัวทั่วพร้อม รู้จิตที่ตั้งมั่น
จนเกิดวิปัสสนาญาณ
เห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง

จนสลัดคืน เกิดสัมมาวิมุตติ
การหลุดพ้นที่ถูกต้อง

เข้าถึง ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
จนถึงเพียง ภาวะรู้ที่บริสุทธิ์
ที่หลุดจากการยึดมั่นถือมั่น

สภาวะ มันจะมีแค่เรื่องของการรับรู้อยู่
ถ้าเรื่องการรับรู้ ระดับโลกียธรรม
ก็จะมีความยึดในขันธ์ 5 อยู่
โดยเฉพาะยึดตัวรู้อยู่ ยึดวิญญาณขันธ์อยู่

แต่การรับรู้ ระดับโลกุตตรธรรม
มันจะหลุดจากการยึดในขันธ์ทั้ง 5
เป็นอิสระจาก ขันธ์ทั้ง 5

ฝึกไป มันจะสามารถเห็นธรรมชาติได้ทั้ง 2 ฝั่ง
คือ เห็นธรรมชาติทั้งฝั่ง สังขตธรรม
สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง
และ เห็นธรรมชาติที่พ้นจากการปรุงแต่ง

สภาวะตรงนี้ พระพุทธองค์ตรัสว่า
เป็นผู้มีปกติเห็นทั้งสองฝั่ง
ทั้งฝั่งวัฏสงสาร ธรรมชาติที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
และ ฝั่งวิวัฏฏะ พ้นจากการปรุงแต่งทั้งปวง

สภาวะตรงนี้ ผู้ที่จะเข้าถึงได้โดยสมบูรณ์
ก็คือเป็นปกติ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า... เป็นผู้มีสติสมบูรณ์

แต่อย่างเราๆ ฝึกตามพระพุทธเจ้าสอน
เราก็เข้าถึงได้

แต่ว่าเข้าถึงได้แค่ชั่วคราว
เรียกว่า หลุดพ้นชั่วคราว

ก็ต้องอาศัยการหลุดพ้นชั่วคราว เนืองๆ
สะสมบารมี

เวลาที่หลุดพ้นชั่วคราว สลัดคืนเข้าสู่อมตธรรม มันก่อประโยชน์ให้กับตัวเราอย่างไร?

สิ่งนี้ มันเป็นประโยชน์ อย่างมหาศาล
เวลาสลัดคืนเข้าสู่ความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
ท่านทั้งหลายจะได้สัมผัสพลังงานความว่างที่บริสุทธิ์

นั่นคือ การเข้าถึงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ

เมื่อท่านทั้งหลาย เข้าถึงสิ่งนี้อยู่เนืองๆ
ท่านทั้งหลายจะได้เติมเต็มความบริสุทธิ์
ให้แก่ตัวเองอยู่เนืองๆ

สิ่งนี้เรียกว่า "อริยทรัพย์" หรือ "บารมีธรรม" นั่นเอง

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า... สติปัฏฐาน 4
สามารถชำระล้างบาป
และ อกุศลธรรมให้หมดสิ้นไปได้

โดย พระมหาวรพรต กิตติวโร
พระวิปัสสนาจารย์

Powered by MakeWebEasy.com